ไฟล์รูปทั้งหมด โพสสำคัญ กลุ่ม เครื่องมือ สมาชิก สถิติฟอรั่ม
  • 1222เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

แต่งกายสมวัย...หัวใจของบุคลิกภาพที่เหมาะสม

โพสต์
656
เงิน
685
ความดี
143
เครดิต
0
มีเครื่องแต่งกายสวยๆ ให้เลือกหามาสวมใส่ในราคาไม่สูงอย่างนี้ก็สะดวกดี...สำหรับคนที่รู้จักแต่งกาย แต่สำหรับอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าการแต่งกายที่ดีควรเป็นอย่างไรกลับยิ่งเป็นปัญหา...



เสื้อผ้าดูจากภายนอกสวย และคิดว่าเหมาะกับตัวเอง เลยทำให้นึกว่าพอใจอย่างไหนก็หยิบจับมาสวมใส่ได้ทั้งนั้น แต่เสื้อผ้าบางชุดมันสามารถทำให้ผู้สวมใส่ดูเฉิดฉายหรือกลายเป็นมลพิษทางสายตาสำหรับประชาชนผู้พบเห็นได้เท่าๆกัน ถ้าผู้สวมใส่นั้นลืมนึกถึงคำสำคัญอีกคำหนึ่งซึ่งเป็นหัวใจของการแต่งกายนั่นก็คือ “ ความเหมาะควร ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องวัยของผู้สวมใส่ ทำให้หลายคนต้องกลายเป็นเด็กแก่แดดหรือเฒ่าทารกให้ใครๆ เขาตลกขบขันไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มความยุ่งยากวุ่นวายให้กับเจ้าหน้าที่จัดระเบียบสังคม ในการตรวจบัตรประจำตัวประชาชนโดยไม่จำเป็นไปด้วย

วัย...สถานภาพหนึ่งทางสังคม

เหตุที่ต้องคำนึงถึงวัยประกอบกับการแต่งกายไม่ใช่เป็นเรื่องของการกีดกันก้าวกายอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นเรื่องของสถานะภาพของแต่
ละคนที่สังคมจะพึงรับรู้และยอมรับร่วมกัน ว่าคนแต่ละวัยมีบทบาทหน้าที่อะไรบ้างและสมควรจะได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมอย่างไร
จากสังคม โดยเฉพาะในสังคมไทยที่มีความชัดเจนในเรื่องของวัยมาแต่ดั้งเดิม ดังมีคำโบราณว่าจะทำอะไรก็ต้อง “ รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่
” เป็นสิ่งยืนยัน เพราะฉะนั้นการแต่งเนื้อแต่งตัวที่เหมาะสมกับวัยจึงเป็นเสมือนกับการยืนยันกับสังคมว่าคนเราแต่ละคนนั้นอยู่ในวัย
เด็ก หนุ่มสาวหรือวัยผู้ใหญ่ เพื่อที่จะได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมจากสังคมนั่นเอง แต่หากคุณคิดว่าตัวของฉันจะตกแต่งอย่างไรมัน
ก็เรื่องของฉันโดยไม่คำนึงถึงเรื่องความเหมาะสมนี้แล้ว คุณอาจต้องหงุดหงิดเวลาพบกับผู้คน ยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ พื้นฐานเลยก็
คือการไหว้ทักกันคุณจะรำคาญใจแค่ไหนถ้าทั้งวันต้องคอยรับไหว้จากคนที่โตกว่าหรือในทางกลับกันก็คือคนที่เด็กกว่า ซึ่งไม่แสดง
ความเคารพต่อคุณตามที่ควร ทั้งนี้เป็นผลมาจากการแต่งกายไม่ได้เหมาะสมกับวัยหรือสถานภาพของ
บุคคลที่เป็นจริง


วัยเด็ก ความบริสุทธิ์ที่ไม่ต้องปรุงแต่ง


วัยเด็กหมายความโดยกว้างๆ ว่าเป็นคนที่ยังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้ยังต้องอยู่ในความคุ้มครองดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองอยู่ ดังนั้น
เวลาพูดถึงวัยเด็กหลายคนก็จะรวมเข้าไปถึงหนุ่มสาว วัยรุ่นก่อนทำงานด้วยในวัยนี้สังคมทั่วไปมักคาดหวังที่จะเห็นการแต่งกายและ
พฤติกรรมที่น่ารักสดใสมีชีวิตชีวาตามธรรมชาติ การไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยคือค่านิยมที่ถือว่าเหมาะกับวัยเพราะว่ายังหาเงินใช้เองไม่ได้
ต้องขอเงินพ่อแม่ใช้ ต่อให้บางคนถือบัตรเครดิตก็ยังเป็นบัตรเสริมหรือว่าบัตรที่พ่อแม่ช่วยชำระเงินให้ เพราะฉะนั้นเด็กที่แต่งเนื้อแต่งตัวแพงๆ ใช้ข้าวของราคาเดียวกับผู้ใหญ่ตลอดเวลาจึงถูกมองว่าไม่น่าชื่นชม จริงอยู่ที่วัยเด็ก โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าวัยรุ่นนั้นก็อยาก
จะสวยอยากจะเท่ อยากจะแต่งตัว แต่สิ่งที่เด็กหรือวัยรุ่นทุกคนต้องรู้ตัวก็คือ เสน่ห์ของวัยนี้คือธรรมชาติที่สดใสสะอาดบริสุทธิ์ในตัว
ตนของแต่ละคนโดดเด่นเท่านั้น ถ้ามองเห็นจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ในตัวตนของแต่ละคนเหมือนกับเพชรเหลี่ยมงามสวยก็ควรจะ
วางอยู่บนเรือนที่ประดิษฐ์ลวดลายอลังการดาวล้านดวงแบบสุดๆ ก็จะดูเป็นเพชรลิเกไปเสีย เพราะว่าตัวเรือนนั้นกระโดดโลดลิ่วออก
มาเข้าตากรรมการจนชิงเอาความโดดเด่นของอัญมณีเม็ดงามไปอย่างน่าเสียดาย

ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้จึงพอจะบอกได้ว่า การแต่งกายที่เหมาะสมสำหรับวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นก็คือการแต่งกายด้วยอาภรณ์ที่สดใส สุภาพ
ไม่ได้บอกว่าต้องเชยนะ เพียงแต่ไม่ระบายย้วยซับซ้อนผูกปมข้างหน้าข้างหลังแถมเข็มขัดตุ้งติ้งรอบเอวนั้นอย่าได้หยิบมาสวมใส่เลยจะเป็นดี ที่สำคัญต้องเน้นความสะอาดเรียบร้อย รวมความไปถึงรองเท้า กระเป๋าอะไรต่างๆทั้งหมด ตลอดจนความสะอาดของร่างกายด้วย ในวัยนี้ไม่ควรใช้เครื่องประดับมีค่าที่มีขนาดใหญ่และมีจำนวนหลายชิ้น มีเพียงนาฬิกาข้อมือกับสร้อยหรือแหวนขนาดน่าเอ็นดูก็
พอแล้ว และที่สำคัญคือการแต่งกายที่เซ็กซี่ยั่วยวนหยาดเยิ้มนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะกับคนวัยนี้ในทุกกรณี เคยเห็นเด็กในวัยศึกษาบน
รถไฟฟ้าที่หน้าตาน่ารักแต่สวมเสื้อรัดตัว ต้องบอกว่ารัดนะไม่ใช่พอดีตัวธรรมดา รัดชนิดที่ในแต่ละวัน คิดว่าผ้าเมตรนึงตัดเสื้ออย่าง
นั้นได้สองตัวแล้วแทบจะเห็นตัวอย่างสินค้าข้างในได้ทั้งโกดัง ดูรวมกับกิริยาวาจาที่เธอใช้กับเพื่อนชายแล้วเข้าใจได้ว่าเธอต้องการ
ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นความสดสวยสดใสที่มีอยู่จึงหดหายดูไร้ค่าไปเสียหมด เพราะว่าอาภรณ์และบุคลิกแบบเด็กที่รีบร้อนจะโตของ
เธอนั่นเอง

ผู้ใหญ่...วัยของความน่าเชื่อถือและรับผิดชอบ


สำหรับวัยผู้ใหญ่เป็นวัยที่ต้องแสดงความรับผิดชอบให้สังคมเห็น เป็นวัยที่จำเป็นต้องสื่อสารให้สังคมเชื่อมั่นว่าเป็นผู้ที่เชื่อถือได้
เพราะว่าวัยผู้ใหญ่เป็นวัยที่สร้างผลงานสร้างตัวสร้างครอบครัวและสั่งสมเกียรติยศชื่อเสียงให้กับตนเองและวงศ์ตระกูล การเป็นที่
ยอมรับนับถือจึงเป็นปัจจัยสำคัญ การแต่งกายของวัยผู้ใหญ่จะเป็นเรื่องเป็นราวชัดเจนมากขึ้นมีการแยกชุดทำงาน ชุดออกกำลังกาย ชุดออกงาน ชุดลำลองเป็นสัดส่วนชัดเจน ทั้งนี้เป็นเพราะว่าทุกๆกิจกรรมนั้นเป็นเรื่องของการติดต่อสัมพันธ์กับสังคมทั้งสิ้น ดังนั้น
ในวันหนึ่งๆ ของวัยนี้อาจต้องมีการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายหลายชุดตามประเภทกิจกรรมที่ทำและกาลเทศะต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลา
เช่น ตอนเช้าไปทำงานก็ต้องแต่งกายสุภาพดูคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง กลางวันมีประชุมต้องสวมแจ็คเก็ตทับเพิ่มความสุภาพ และ
เหมาะสมเป็นการเป็นงานมากขึ้น เลิกงานออกกำลังกาย ก็ต้องเตรียมชุดผ้ายืดรองเท้าผ้าใบไปเปลี่ยน ค่ำไปงานศพอาจต้องเปลี่ยน
เป็นชุดขาวดำสุภาพ หรือถ้าไปงานเลี้ยงก็ต้องมีชุดออกงานที่เข้ากับบรรยากาศของงานอีกหนึ่งชุด ประเภทชุดนอนชุดเที่ยวชุดเดียวกันนั้นไม่อาจนำมาใช้ได้กับวัยผู้ใหญ่ไม่เช่นนั้นแล้วการไปร่วมกิจกรรมสังคมต่างๆ ในแต่ละวันของคุณจะเป็นกิจกรรมที่นอก
จากจะสร้างความอึดอัดให้กับทุกคนแล้ว ภาพสะท้อนของคุณที่สังคมจะมองมาก็คือ การไม่รู้จักความเหมาะสม การไม่รู้กาลเทศะ
ของคุณ ซึ่งรวมแล้วก็คือทำให้คุณถูกมองว่าไม่เป็นผู้ใหญ่พอนั่นเอง

สิ่งที่น่าลำบากใจสำหรับหลายคนโดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบวุ่นวายกับเรื่องการแต่งกายนักก็คือ การจัดเตรียมเลือกหาเสื้อผ้าอาภรณ์
ที่เหมาะสมกับกาลเทศะต่างๆ ดังนั้นจึงเห็นว่าหลายท่านเลือกแต่งกายแบบเรียบๆ ใช้สีหลักๆประเภท ขาว เทา น้ำเงิน ฟ้า กรมท่า
เป็นส่วนใหญ่ เพื่อที่จะหยิบจับชิ้นไหนมากระเป๋า เครื่องประดับ ผ้าพันคอ หรือเน็คไทสำหรับคุณสุภาพบุรุษก็ช่วยลดความยุ่งยากไป
ได้มากที่สำคัญก็คือขอให้สะอาดเรียบร้อยและอย่าได้แต่งกายผิดกาลเทศะเป็นอันขาด ผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ต้องฝึกไว้ให้เคยชิน
จากวัยเด็กที่เคยแต่งกายง่ายๆ ได้ทุกสถานการณ์มาสู่วัยผู้ใหญ่คงต้องใช้เวลาเรียนรู้สักนิด แต่เมื่อทำจนเป็นนิสัยแล้วก็จะกลายเป็น
เรื่องธรรมดาไปเอง

การแต่งกายก็เหมือนการรับประทานอาหาร คือ ต้องเลือกรับประทานให้ครบหมู่ไม่ใช่ว่าชอบไข่ดาวก็จะเรียกหาแต่ไข่ดาวทุกมื้อไม่ชอบ
ผักใบเขียวก็ต้องหัดรับประทานบ้าง ก่อนจะเป็นโรคภัยเพราะขาดสารอาหารและต้องดูแลใส่ใจเรื่องความสะอาด อาหารแต่ละอย่างก็มี
วิธีรับประทานที่ต่างกันไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ฝึกฝน อาหารจีนก็ต้องใช้ตะเกียบ อาหารยุโรปก็ใช้มีดใช้ส้อม แต่ถ้ากินเมี่ยงคำก็
ต้องใช้มือ การแต่งกายก็ทำนองเดียวกันนี้ต้องฝึกต้องปรับตัวปรับความพอใจในแต่ละสถานการณ์ คือต้องรู้จักแต่งกายในแบบต่างๆ ที่
เหมาะควร ไม่ต่างกับการรับประทานอาหารสักนิด ใครที่เคยบ่นรำคาญการแต่งกายให้ถูกกาลเทศะว่ายุ่งยากวุ่นวายลองเปลี่ยนมุมมอง
ดูหน่อย เทียบกันแล้วบางทีเรื่องการับประทานอาหารจะมีอะไรยุ่งยากมากกว่าเสียตั้งเยอะ...




Share: Facebook Twitter myspace

บทความที่เกี่ยวข้อง

คำค้นที่เกี่ยวข้อง: แต่ง ตัว
รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

คุณไม่มีสิทธิ์ใช้งานส่วนนี้,กรุณาเข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้ (ห้ามสแปมเด็ดขาด)